จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

รู้กฏหมาย รู้ทัน ไม่เสียเปรียบ

กรุ: กรกฎาคม 2009

06/07/2009 GMT 1

ปัญหาและทางแก้ไขในคดีจัดการมรดก

mareen @ 06:52

รับปรึกษาคดีมรดกที่ tentitle@gmail.com

โดยทีมงานนักกฎหมายมืออาชีพ

โทร 081 - 744 - 8463

ตามที่ได้เรียนให้ทุกท่านทราบแล้วว่า คดีมรดกนั้น ดูเหมือนจะง่าย เพราะกฎหมายบัญญัติเรื่องต่างๆ ไว้ชัดเจนมาก คือ ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ พูดง่ายๆคือ มีทรัพย์ก็รับทรัพย์ไป มีหนี้ก็รับหนี้ไป ถ้าทายาทไม่มีปัญหากัน และสามารถตกลงกันได้ ทุกอย่างก็คงจบลงโดยง่าย

แต่....ที่มีปัญหาคือ การไม่ลงตัวในการแบ่งมรดกนั่นเอง เช่น ได้มากได้น้อยกว่ากันมั่ง ได้ที่สวยกว่ากันมั่ง ฉันไม่ได้คนอื่นก็ไม่มีสิทธิได้มั่ง แอบเอาคนเดียวมั่ง แล้วแต่ใครจะโชคดี ได้รับโบนัส (ความปวดหัว ปวดร้าว ปวดหัวใจ)จากการได้รับของฟรีที่ถูกเรียกว่า "กองมรดก"

ของฟรี (ที่เรียกว่าของฟรี คือ ไม่ต้องซื้อนั่นเอง) อันนี้สามารถสร้างความร้าวฉานได้อย่างร้ายกาจ บางครั้งถึงกับทำให้พี่น้องที่คลานตามกันมา ถึงกับฆ่ากันตาย

ปัญหาเกิดจากความต้องการ ของใครบางคน นั่นเอง

ต้องการเป็นใหญ่ ต้องการได้มาก

เลยเกิดการสร้างปัญหา กลไก ที่สลับซับซ้อน ทำให้คดีประเภทนี้ เป็นคดีที่ลำบาก และอันตรายมากที่สุด

เราจะเริ่มกันเลย ค่อยๆอ่าน และค่อยๆทำความเข้าใจไปนะครับ

ขอเริ่มต้อนจากวิธีการแบ่งนะครับ (ขอเอ่ยเฉพาะกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมเท่านั้นครับ ส่วนกรณีมีพินัยกรรม ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง )

ว่าเรื่องผู้จัดการมรดกก่อนนะครับ

ทำไม ถึงต้องมีผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องมีเสมอไป แต่ถ้าการมีผู้จัดการมรดกนั้น ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการต่างๆแทนทายาท (ในฐานะตัวแทนของทายาท) ทำให้สะดวกในการจัดการมรดกด้วย เช่น ทายาทบางคนอาจทำงานอยู่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ อาจไม่สะดวกในการเดินทางมาดำเนินเรื่องแบ่งมรดก การมีผู้จัดการมรดก ทายาทเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาทำเรื่องรับมรดก โดยผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการจดทะเบียนรับมรดกให้กับทายาทนั้นได้เลย

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่อย่างไรบ้าง
ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยบัญญัติไว้มีดังนี้
1.การจัดทำบัญชีทรัพย์ ตาม มาตรา 1714
2.การจัดการงานศพของเจ้ามรดก ตาม มาตรา 1649
3.การสืบหาตัวผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ตาม มาตรา 1725
4.การเรียกเก็บหนี้สินของกองมรดก ตาม มาตรา 1736 วรรคท้าย
5.การส่งเงินและทรัพย์สินเข้ากองมรดก ตาม มาตรา 1720
6.การแถลงความเป็นไปในการจัดการมรดกแก่ทายาท ตาม มาตรา 1720 + 809 + 1732
7.ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ทายาทสั่งหรือศาลสั่ง ตาม มาตรา 1730 + 1597
8.การแจ้งหนี้สินระหว่างผู้จัดการมรดกกับกองมรดก ตาม มาตรา 1730 + 1596
9.ทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการมรดก ตาม มาตรา 1732

ความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาท
1.เพราะประมาทเลินเล่อหรือไม่ทำหน้าที่หรือทำนอกเหนืออำนาจ ตาม มาตรา 1720 + 812
2.เอาเงินของกองมรดกไปใช้ ต้องรับผิดดอกเบี้ยด้วย ตาม มาตรา 1720 + 811

ความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อบุคคลภายนอก
1.ทำโดยปราศจากอำนาจ * ย่อมไม่ผูกพันทายาท
* ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นรู้อยู่แล้วว่าผู้จัดการมรดกทำโดย
ปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือหน้าที่

2.กระทำภายหลังหมดอำนาจ * ไม่ผูกพันทายาท
เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่า คู่กรณีทำโดยสุจริต ไม่รู้ว่าผู้จัดการมรดกพ้น
หน้าที่ จะยกเอาความระงับสิ้นไป มาต่อสู้บุคคลภายนอกไม่ได้
เว้นแต่ ความไม่รู้นั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของบุคคลภาย
นอกเอง ตาม มาตรา 1720 + 831

การสิ้นสุดการเป็นผู้จัดการมรดก จะยกมาเพียงบางกรณีเท่านั้นครับ
1.ผู้จัดการมรดกลาออก ตาม มาตรา 1772 วรรค 2 จะลาออกได้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น

หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ต้องถือว่ายังอยู่ในหน้าทื่อยู่

2.ถูกศาลมีคำสั่งให้เพิกถอน

3.การแบ่งมรดกเสร็จสิ้น (เมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกให้ทายาทของเจ้ามรดกไปหมดแล้ว ย่อมถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่บัดนั้น ฎีกาที่ 1410/29)

การแบ่งมรดกนั้น
สามารถทำได้ด้วยการแยกกันครอบครองเป็นสัดส่วนของใครของมัน ทำข้อตกลงแบ่งกันก็ได้ หรือขายแล้วนำเงินมาแบ่งกันก็ได้ บางครอบครัวก็ให้เงินกันแทนการรับมรดกที่ดินก็ได้ครับ

กรณีมีพินัยกรรม แต่ทายาทตกลงกันเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากพินัยกรรม ต้องถือว่าไม่ต้องการแบ่งตามพินัยกรรม แต่ต้องการแบ่งกันตามสมควร จึงเป็นสัญญายอม ตาม มาตรา 850 ต้องกลายเป็นการแบ่งตามสัญญา (ฎีกา 3992/28)

ความรับผิดทางอาญาของผู้จัดการมรดก
หากผูจัดการมรดกกระทำการโดยทุจริต โอนมรดกให้กับตนเองหรือทายาทคนอื่นโดยทายาทคนอื่นมิได้ยินยอม ต้องรับผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก แต่คดีนี้ เป็นคดีอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ภายในสามเดือน

อายุความต่างๆในคดีมรดก
1.ม.1733 วรรคท้าย "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกิน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลง

ฎีกา 621/19 ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทนับแต่เจ้ามรดกตาย ผู้จัดการมรดกเอาไปโอนให้ผู้อื่นซึ่งมิใช่ทายาท ทายาทสามารถติดตามเอาทรัพย์คืนได้ กรณีเช่นนี้มิใช่การเพิกถอนกลฉ้อฉล ไม่เกี่ยวกับการจัดการมรดกและไม่มีอายุความเรียกคืน จนกว่าจะหมดสิทธิตาม มาตรา 1382 , 1383 ผู้รับโอนจะอ้างอายุความตาม มาตรา 1733 ไม่ได้

ฎีกา 1410/29 ผู้จัดการมรดกโอนทรัพยฺมรดกให้ทายาทไป โจทก์ซึ่งเป็นทายาทฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนมรดกและแบ่งทรัพยฺมรดกให้โจทก์ ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกเสร็จ คดีเป็นอันขาดอายุความ ตาม มาตรา 1733

ฎีกา 11978/47 ตาม มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกต้องแบ่งทรัพย์มรดกให้กับทายาท และจะทำนิติกรรมใดๆซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฎิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะอนุญาตไว้หรือได้รับอนุญาตจากศาล ตาม มาตรา 1722 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปรับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของ ค. มาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว จึงเป็นการทำนิติกรรมให้จำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสีย อันเป็นปฎิปักษ์ต่อกองมรดก อันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้ง ตาม มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนจึงตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลย กรรมสิทธิในที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของกองมรดกของ ค.อยู่เช่นเดิม หากตกเป็นกรรมสิทธิของจำเลยที่ 1 ในยฐานะส่วนตัวไม่
เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่มีกรรมสิทธิในที่ดินพิพาทเสียแล้ว ก็ไม่มีฐานะที่จะเอาที่ทดินพิพาทไปจำนองแก่ผู้ใดได้ ดังนั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะจำนองได้ ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิตามนิติกรรมจำนอง แม้จำเลยที่2 จะอ้างว่ารับจำนองไว้โอยสุจริตก็ตาม การจำนองก็ไม่ผูกพันโจทก์ในฐานะทายาท

ฎีกา 9295/47 การที่ ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่ตนเองซึ่งมิใข่ทายาท แม้จะเป็นการตอบแทนในการเอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดก อันเป็นการจัดการมรดกทั่วไป ก็ไม่มีอำนาจกระทำ เพราะเป็นปฎิปักษ์ต่อกองมรดก เมื่อผู้ตายมิได้ทำพิพนัยกรรมอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล จึงเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 1722 ย่อมตกเป็นโมฆะ ที่ดินทั้งสองแปลงจึงยังคงเป็นของกองมรดกอยู่

ฎีกา 2041/47 ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ตาม มาตรา 1722 ก็ได้ โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้เพิกถอนเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์มิใช่การฟ้องให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตาม มาตรา 273 จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตาม มาตรา 240

ยังไม่จบนะครับ ยังมีอีกเยอะแยะมากมาย โปรดติดตามตอนต่อไป

แต่หากท่านผู้อ่านต้องการความกระจ่างแบบต้องรู้วันนี้ โปรดเมล์หาผมได้ที่ tentitle@gmail.com or smart2lawyers@gmail.com tell 081 - 744 - 8463

01/07/2009 GMT 1

เปิดโปง กลโกงแบบไฟแนนซ์แบบสุดๆ มันทำกันอย่างไร

mareen @ 05:48

ยิ่งนับวัน ไฟแนนซ์ยิ่งมีกลยุทธ์แบบกลโกงในการรรีดเงินจากผู้เช่าซื้อหนักขึ้นทุกวัน เป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน

1.อย่างแรกเลย ในปัจจุบันนี้ไฟแนนซ์หลายแห่งเริ่มขายหนี้เสีย หรือ ที่ติดปากกันว่า NPL นั่นเอง ให้กับบริษัทภายนอก และให้มาบริหารหนี้เอาเอง แบบเดียวกับอิออน เฟริส์ช๊อย หรือพวกค่าโทรมือถือ นั่นเอง คือพวกหนี้จะขายหนี้ออกมาในราคาที่ไม่สมควรเปิดเผย พอซื้อแล้ว ก็จะมีพวกนักโทรทวงหนี้ฝีปากดีมั่งไม่ดีมั่งปนกันไป (แล้วแต่ผู้รับสายคนไหนจะโชคดี) โทรมาหาคุณที่บ้านมั่ง ที่ทำงานมั่ง หรือที่ไหนที่มันรู้ว่าเกี่ยวข้องกับคุณ ตามด้วยถ้อยคำที่สุดจะบรรยาย หรือบางคนเจอหนักมากจนแทบทนไม่ไหว

ในขณะเดียวกัน บริษัทพวกนี้ รวมทั้งไฟแนซ์เองจะจ้างทีมยึดรถทีละหลายทีมติดตามยึดรถเรา ซึ่งแต่ละทีมจะต่างคนต่างทำ ไม่เกี่ยวกัน พวกนี้ได้ค่าจ้างยึดเป็นรายคัน คันนึงตกประมาณ 5,000 - 10,000 บาท มันจึงตามยึดแหลก แบบไม่สนอะไรทั้งนั้น

2.การตามยึดรถนั้น ต้องมาดูการเลิกสัญญาเป็นหลัก (เอาเฉพาะกรณีชำระเงินค่างวดไม่ตรงกำหนดเวลา แต่ไฟแนนซ์ยังรับไว้โดยไม่อิดเอื้อน)คือ แบบแรก หากไม่มีหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือหนังสือบอกเลิกสัญญายังไม่ครบกำหนดให้เราชำระหนี้ ศาลมีแนวทางว่า หากยึดแบบนี้ ต้องถือว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญา ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมทั้งสองฝ่าย คือ ไม่สามารถเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ใดๆได้อีก ยกเว้นค่าใช้รถระหว่างผิดสัญญา
แบบที่สอง หากพ้นกำหนดในหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว จึงยึด แบบนี้ไฟแนนซ์จะฟ้องเรียกค่าต่างๆได้กว้างกว่า
ในทุกวันนี้ เมื่อความหิวเงินของพวกยึดรถ มันจึงไม่สนอะไรทั้งนั้น เจอเป็นยึด เพราะมันได้ค่าตามยึด พอยึดเสร็จมันก็จะเอาไปเก็บไว้ตามที่ต่างๆ บางกลุ่ม มันแกะเอาของในรถเราออก เอารถเราไปขับจนโทรมก็มีครับ

3.ดังนั้น หากคุณเห็นท่าไม่ดีแล้วว่าจะผ่อนต่อไม่ไหว แต่ยังต้องจำเป็นต้องใช้รถ คุณต้องถอดเอาอุปกรณ์ตกแต่งรถที่คุณตกแต่งเพิ่มเติมเอง ออกจากรถให้หมด นำรถเข้าตรวจสภาพรถและบันทึกการตรวจสภาพเป็นลายลักษณ์อักษร ถ่ายภาพรถไว้รอบคัน เตรียมไว้ครับ และหากทำได้ตอนที่มันมายึดถ่ายเกน้ำมันไว้ด้วยก็น่าจะดี

4.ต่อมาหลังจากยึดแล้ว ไฟแนนซ์ก็จะขายทอดตลาด ผมขอข้ามขั้นตอนนี้ไปก่อน เพราะได้เขียนไว้แล้วที่ http://lawthai.nireblog.com/ ในหัวข้อกลโกงไฟแนนซ์

5.มาเมื่อเมื่อพี่ท่านฟ้อง รายละเอียดเบื้องต้นดูได้ที่เดียวกับข้อ 4.

6.ติดตามความสุดแสบได้ตรงนี้ครับ
เมื่อท่านฟ้อง หากเราไปเจรจา ผมเจอคดีหนึ่งที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ไฟแนนซ์ฟ้องเรียกให้ใช้เงินตามสัญญาเช่าซื้อ จำนวน 320,000 บาท แต่พอโทรไปถามที่ไฟแนนซ์ ไฟแนนซ์บอกว่าหากต้องการปิดยอดทั้งหมดต้องจ่ายทั้งสิ้น 400,000 บาท ครับ เป็นไงหล่ะ แกไม่สนเลยว่าจะฟ้องเรียกไปเท่าไหร่
พอไปคุยกับทนายโจทก์ ได้รับคำตอบว่า หากศาลมีคำพิพากษาแม้จะจ่ายตามคำพิพากษาก็ไม่โอนให้ ต้องไปจ่ายตามที่ไฟแนนซ์ต้องการเพิ่มเติมอีก จึงจะโอนให้ หรือไม่ก็ไปฟ้องคดีให้โอนอีกต่างหาก

หลายคนโดนมาแล้วครับ ไม่รู้จะทำอย่างไร จำจ่ายต้องจ่ายให้ เพราะอยากได้รับโอนรถ เพราะจ่ายมาเยอะแล้ว ถ้าเราไม่ยอมมันจะเล่นแบบนี้ครับ มันจะให้คนตามยึดรถเราต่อครับ เพื่อให้เรายอมมัน (อันนี้ผมเขียนไว้ที่อื่นแล้วเลยนำมายกตัวอย่าง = บางทีคดีศาลตัดสินแล้ว มันก็ยังยึด บางคดีทำยอมกันในศาลแล้ว มันก็ยึด ผมเจอที่ลพบุรี ศาลตัดสินตอนเช้า มันมายึดตอนบ่าย ดูมัน (ทำไม อีตอนยังไม่ฟ้อง มันไม่ยึดหว่า) พอมายึดก็อ้างว่ารถยังไม่โอน ผู้เช่าซื้อผิดสัญญามันมีสิทธิยึด (ดูมัน))

เจอแบบนี้ มึนไปเลยมั๊ยครับ

แต่ก็มีทางแก้ครับ เพียงแต่ผมไม่สามารถนำมาเขียนลงนะตรงนี้ได้ เพราะหากพวกไฟแนนซ์มาเจอ มันจะหาทางแก้ได้ หากคุณเจอเข้ากับตัวเอง กับคนรู้จัก หรือ เป็นผู้ค้ำประกัน และเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับคุณ ต้องการวิธีแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมล์สอบถามได้ที่ tentitle@gmail.com หรือ smart2lawyers@gmail.com โทร 081 - 744 - 8463

กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี